
ที่มาภาพ: DroidSans
Microsoft ยืนยัน Windows มี Global Device ID (GDID) ติดตามกิจกรรมเพื่อระบุตัวเจ้าของเครื่องได้
⚡ สรุป 30 วิ
Microsoft ยืนยันการมี Global Device ID (GDID) ใน Windows ซึ่งเป็นรหัสติดตามอุปกรณ์ ทำให้แม้ผู้ใช้จะใช้ VPN หรือเปลี่ยนเครื่อง…
สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 หรือ Windows 11 อาจยังไม่ทราบถึงการทำงานเบื้องหลังที่ระบบได้สร้าง รหัสประจำอุปกรณ์ ที่ช่วยให้ Microsoft สามารถเชื่อมโยงและติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ๆ ได้ แม้ว่าผู้ใช้จะพยายามปกปิดร่องรอยด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนเครือข่าย Wi-Fi, การเปิดใช้งาน VPN, หรือการเดินทางข้ามพรมแดนไปใช้งานในต่างประเทศก็ตาม รหัสดังกล่าวมีชื่อว่า Global Device ID (GDID) ซึ่งทำหน้าที่ผูกติดกับอุปกรณ์หรือการติดตั้ง Windows** แต่ละชุดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีอยู่ของรหัสนี้ทำให้ Microsoft มีความสามารถในการเชื่อมโยงกิจกรรมเหล่านั้นกลับไปยังอุปกรณ์ต้นทางได้
Global Device ID คืออะไรและทำงานอย่างไร
Global Device ID (GDID) คือรหัสเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระบุการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows หนึ่งชุดโดยเฉพาะ โดยรหัสนี้จะผูกติดอยู่กับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือการติดตั้ง Windows แต่ละครั้ง การได้รับรหัส GDID จะเกิดขึ้นเมื่อมีการติดตั้ง Windows 10 หรือ Windows 11 รุ่นที่รองรับและเชื่อมต่อกับบริการของ Microsoft อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ GDID เป็นรหัสที่ผูกกับ การติดตั้งระบบปฏิบัติการ** ไม่ใช่รหัสประจำตัวที่ติดตามผู้ใช้ข้ามอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ หากผู้ใช้ทำการติดตั้ง Windows ใหม่ หรือเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นโดยสิ้นเชิง ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับรหัส GDID ใหม่
TweakTown ได้ให้ข้อมูลว่า รหัส GDID อาจถูกสร้างขึ้นในช่วงขั้นตอนการตั้งค่า (Setup) ของ Windows หรือในระหว่างการลงชื่อเข้าใช้บัญชี Microsoft (Microsoft Account) โดยรหัสนี้จะถูกจัดเก็บไว้ในหลายส่วน ทั้งในส่วนของ Registry ภายในระบบ Windows เอง และยังถูกจัดเก็บอยู่บน เซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft ด้วย การจัดเก็บในรูปแบบนี้ทำให้รหัสมีความคงทนและยังคงอยู่แม้จะมีการอัปเดตระบบปฏิบัติการเกิดขึ้น ผู้ใช้จึงไม่มีเมนูการตั้งค่าโดยตรงที่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนรหัส GDID นี้ได้อย่างง่ายดาย
ความแตกต่างระหว่าง GDID กับการติดตามผู้ใช้
แม้ว่า GDID จะเป็นรหัสประจำการติดตั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Microsoft จะสามารถเห็นทุกอย่างที่ผู้ใช้กำลังทำบนคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ GDID เป็นเพียง ตัวระบุการติดตั้ง Windows เท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกหน้าจอ (Screen Recording) หรือติดตามประวัติการใช้งาน (Activity History) ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์อย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์จะไร้ร่องรอยโดยสิ้นเชิง เพราะข้อมูล GDID สามารถนำไปใช้เป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากบริการออนไลน์อื่น ๆ
ข้อมูลที่ใช้ในการเชื่อมโยงกิจกรรมที่สำคัญยิ่งกว่า GDID คือข้อมูลอื่น ๆ ที่ผู้ใช้เชื่อมโยงกับบัญชี Microsoft Account เช่น ข้อมูล อีเมล (Email), หมายเลขโทรศัพท์ (Phone Number), หรือ **ประวัติการลงชื่อเข้าใช้ (Sign-in History) การรวมกันของรหัส GDID กับข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสร้างภาพรวมของกิจกรรมที่อาจมาจากอุปกรณ์ชุดเดียวกันได้ แม้จะมีการปกปิด IP Address ไปแล้วก็ตาม
กรณีศึกษา: การใช้ GDID ในการระบุตัวผู้ก่อเหตุ
ประเด็นเรื่องการติดตามด้วย GDID ได้กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากที่ Microsoft ได้มีการส่งมอบข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การเปิดโปงตัวตนของ Peter Stokes ชายวัย 19 ปี ผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีชื่อว่า Scattered Spider และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีบริษัทจำหน่ายเครื่องประดับหรู ซึ่งมีการเรียกค่าไถ่มูลค่าประมาณ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตำรวจฟินแลนด์สามารถจับกุม Peter Stokes ได้ที่สนามบินเฮลซิงกิ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2026 ขณะที่เขากำลังเตรียมตัวเดินทางต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐอเมริกา จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ พวกเขาพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุได้ใช้เครื่องมืออย่าง VPN และ Proxy Server เพื่อปกปิดที่อยู่ IP Address และตำแหน่งที่ตั้งที่แท้จริงในการดำเนินการอาชญากรรม
ทว่า ด้วยการใช้ GDID ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลจากบริการออนไลน์อื่น ๆ Microsoft จึงสามารถทำการเชื่อมโยงกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากคอมพิวเตอร์ Windows เครื่องเดิมของผู้ต้องสงสัยได้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวตนของ Peter Stokes ได้สำเร็จ แม้จะมีความพยายามในการปกปิดข้อมูลด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงแล้วก็ตาม
กลไกการทำงานของระบบติดตามข้อมูล
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบนิเวศทางดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งการพึ่งพาข้อมูลที่ผูกกับบัญชี (Account-based data) และรหัสประจำอุปกรณ์ (Device ID) ทำให้การติดตามเป็นไปได้ในวงกว้าง ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะพยายามหลบเลี่ยงการถูกติดตามในระดับเครือข่าย (Network level) เช่น การเปลี่ยน IP Address แต่ร่องรอยระดับอุปกรณ์ (Device level) ก็ยังสามารถถูกเก็บและเชื่อมโยงไว้ได้
การดำเนินการนี้ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของ คำสั่งหรือกระบวนการทางกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ Microsoft จะทำการส่งมอบข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้เหล่านี้ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่การสืบค้นทั่วไป แต่ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการทางกฎหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น
ผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ **ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และขีดจำกัดในการติดตามในโลกดิจิทัล ข้อมูล GDID และความสามารถในการเชื่อมโยงกิจกรรมที่สะสมไว้โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เช่น Microsoft ทำให้ผู้ใช้งานต้องตระหนักถึงการทิ้งร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ที่เกิดขึ้นทุกย่างก้าวบนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
การที่รหัสประจำอุปกรณ์ถูกสร้างและเก็บไว้ทั้งในระดับเครื่องและระดับเซิร์ฟเวอร์ ยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับผู้ที่ต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง เพราะแม้จะปิดการใช้งานบริการบางอย่าง หรือลบข้อมูลในเครื่องแล้ว ข้อมูล ID เหล่านี้ก็ยังคงอยู่บนระบบหลังบ้านของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้น การตระหนักรู้ในเรื่องกลไกเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานทุกคนในการพิจารณาการตั้งค่าและการใช้งานอุปกรณ์ของตนเอง
Summary
Microsoft ได้ยืนยันว่า Windows มี **Global Device ID (GDID) ซึ่งเป็นรหัสประจำอุปกรณ์ที่ผูกกับเครื่องและบริการ Microsoft ทำให้สามารถเชื่อมโยงกิจกรรมของผู้ใช้งานได้ แม้มีการใช้ VPN หรือเปลี่ยนเครือข่ายก็ตาม กรณีของ Peter Stokes ยืนยันถึงความสามารถในการติดตามร่องรอยดิจิทัลที่สะสมไว้เพื่อใช้ในการดำเนินการทางกฎหมาย
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- Microsoft ยอมรับ Windows มีรหัสประจำตัว GDID ใช้เชื่อมโยงจนสามารถระบุตัวเจ้าของเครื่องได้
- ผู้เขียน
- Masuo
- แหล่ง
- DroidSans
- วันที่เผยแพร่
- 4 สิงหาคม 2569 เวลา 09:09



